พื้นที่โฆษณา

Share This Post

Tech Hack

รีวิว True IoT Car Tracking by TrueMove H พร้อมทำความรู้จักกับพอร์ต OBD II

รีวิว true iot car tracking

เห็นว่าทรูวางขาย True IoT Car Tracking by TrueMove H ซึ่งเชื่อมต่อผ่านพอร์ต OBD II ในรถยนต์ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับพอร์ต OBD II กัน ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร และมีประโยชน์อะไร

OBD II คืออะไร?

ODB-II Connector

OBD II หรือ OBD 2 ย่อมาจาก On-board Diagnostics รุ่นที่ 2 มันคือพอร์ทเชื่อมต่อ เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของตัวรถครับ

หลักการคือเจ้า Port OBD จะเชื่อมต่อกับ ECU (Electronic Control Unit) ของตัวรถ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจและมันสมองของรถยนต์ การเชื่อมต่ออุปกรณ์ ผ่าน OBD ก็เท่ากับว่า เราจะสามารถเห็นถึงสถานะการทำงานของตัวรถได้แทบทุกอย่างครับ (ขึ้นอยู่กับแต่ละยี่ห้อและรุ่นของรถ) ไม่ว่าจะเป็น ความเร็วรอบ อุณหภูมิหล่อเย็น แรงดันแบตเตอรี่ และอื่นๆ อีกมากมายซึ่งคนติดตั้งและใช้งาน ต้องมีความเชี่ยวชาญระดับนึง

แต่วันนี้ อุปกรณ์ True IoT Car Tracking by TrueMove H ติดตั้งได้เอง ไม่ยากครับ เพียงแต่ เราจะต้องรู้จักกับมันให้มากขึ้นเสียก่อน

สังเกตง่ายๆ ครับ รถคันไหนมี เกจวัดแยกออกมา หรือ มีจอแยกออกมาเพื่อแสดงผลค่าต่างๆ ของรถ มักจะเชื่อมต่อผ่าน OBDII นี้ทั้งนั้น ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ มันคือพอร์ต USB ของคอมพิวเตอร์

ชนิดของ OBDII

True IoT Car Tracking by TrueMove H

OBDII เป็นช่องทางการเชื่อมต่อโดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางผ่านไปยังอุปกรณ์ปลายทาง ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น

  • การเชื่อมต่อผ่านระบบ WiFi
  • การเชื่อมต่อผ่านระบบ Bluetooth
  • การเชื่อมต่อผ่านสาย Cable ในรูปแบบต่างๆ เช่น USB หรืออื่นๆ

ข้อจำกัด
True IoT Car Tracking by TrueMove H True IoT Car Tracking by TrueMove Hการเชื่อมต่อแต่ละแบบ ถูกจำกัดสำหรับการเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ปลายทาง เช่น OBDII ชนิด USB ก็ต่อได้เฉพาะที่เป็น PC หรือ มือถือระบบ Android บางรุ่นเท่านั้น หรือ OBDII ชนิด Bluetooth ไม่สามารถต่อพ่วงกับมือถือ ระบบ iOS หรือ iPhone เพื่อแสดงผลได้ เป็นต้น

ตำแหน่งติดตั้ง OBDII

ตำแหน่งติดตั้ง OBDII ส่วนมากเจ้า Port การติดตั้ง OBDII มักจะอยู่บริเวณใต้พวงมาลัยคนขับครับ แต่บางยี่ห้ออย่าง Volvo อยู่ใต้ที่วางแขนตรงกลางครับ สำหรับคนที่อยากทราบว่า OBDII นั้น อยู่ตรงไหนรถของตัวเอง สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บนี้ครับ (อาจจะไม่ครบทุกรุ่น) https://www.carmd.com/wp/locating-the-OBDII-port-or-dlc-locator/

ส่วนมากเจ้า Port การติดตั้ง OBDII มักจะอยู่บริเวณใต้พวงมาลัยคนขับครับ แต่บางยี่ห้ออย่าง Volvo อยู่ใต้ที่วางแขนตรงกลางครับ สำหรับคนที่อยากทราบว่า OBDII นั้น อยู่ตรงไหนรถของตัวเอง สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บนี้ครับ (อาจจะไม่ครบทุกรุ่น)

การติดตั้ง และ ใช้งาน

สำหรับการติดตั้งก็เหมือน OBDII ทั่วไปครับ

  1. เสียบ SIM Card ก่อนการใช้งาน
  2. หาจุดติดตั้ง OBDII ให้เจอ และเสียบเข้าไปตรงๆ (ก่อนเสียบกุญแจรถ)
  3. สตาร์ทรถ เมื่อสัญญาณ โทรศัพท์ และ GPS ใช้งานได้แล้ว ไฟด้านซ้ายสองดวงจะติดค้าง (ถ้ากระพริบอยู่แสดงว่าจับสัญญาณโทรศัพท์ และ สัญญาณ GPS ไม่ได้

วิธีติดตั้ง True IoT Car Tracking

แล้ว True IoT Car Tracking by TrueMove H ดีกว่าตัวอื่นยังไง?

True IoT Car Tracking by TrueMove H

True IoT Car Tracking

เพราะมีฟังก์ชั่นที่จำเป็นต่อการใช้งานครบครัน ! ! !

True IoT Car Tracking

– การรับส่งข้อมูลผ่านโครงข่าย 4G

ปกติ OBDII นั้นจะมี Feature เพียงแค่รับข้อมูล และ ส่งต่อเท่านั้น เช่นรับค่าจาก ECU ของตัวรถและส่งต่อมายังจอแสดงผล หรือ อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ จึงทำให้อุปกรณ์ตัวนี้ รองรับการแสดงผลเพียงแค่ 1 : 1 เท่านั้น เช่นส่งค่าต่างๆ มายังมือถือผ่าน Cable ผ่าน WiFi หรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้สามารถรับ-ส่งข้อมูลเพียงเครื่องเดียวเท่านั้น

True IoT Car Tracking

รองรับการใส่ SIM Card TrueMove H เท่านั้น

แต่สำหรับ True IOT Car Tracking ตัวนี้ มีการรับ-ส่งข้อมูลผ่านโครงข่าย 4G โดยเชื่อมโยงด้วย TrueID ทำให้สามารถแสดงผลพร้อมกันได้สูงสุดถึง 30 เครื่อง หากรถคันที่คุณใช้งาน มีคนขับหลายคน และคุณกังวลว่าคนนั้นจะขับรถของคุณดีหรือไม่ ตัวนี้ตอบโจทย์ครับ . . .

– สามารถตรวจสอบพฤติกรรมการขับรถย้อนหลังได้

ปกติ OBDII ทั่วไป ไม่สามารถเก็บ Record หรือบันทึกค่าใดๆ ได้ เราจึงไม่ทราบเลยว่า หากมีคนยืมรถเราไปใช้หลายวัน เขาจะขับรถเราดีไหม หรือ หากเรามีลูกน้อง เราก็จะไม่ทราบเลยว่าวันไหนเขาขับรถดี หรือไม่ดี แต่สำหรับเจ้าตัวนี้ ตอบโจทย์ครับ เก็บย้อนหลังได้ยาวเลย โดยตัว Application จะให้คะแนน และ เก็บ Record ไว้ว่า ในวันที่ผ่านมา

  • มีการเลี้ยวรถกะทันหัน กี่ครั้ง
  • มีการกระชากคันเร่ง กี่ครั้ง
  • มีการลดความเร็วกะทันหัน กี่ครั้ง
  • มีการขับรถความเร็วเกิน 120 กม./ชม. เป็นระยะทางรวมกี่กิโลเมตร
  • มีการง่วงหรือปล่อยพวงมาลัยขณะขับขี่หรือไม่
  • อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน เป็นอย่างไร
  • ระยะทางรวมที่ขับรถในวันนั้น
  • เวลาในการใช้งานรถทั้งหมด
    ซึ่งเราสามารถเลือกวันย้อนหลังได้ทันที โดยจะมีการคำนวณซึ่งพฤติกรรมการขับรถจะถูกคำนวณออกมาเป็นคะแนน ซึ่ง 5 ดาวคือ มีการขับขี่ที่ดีมาก

พฤติกรรมการขับรถ 5 ดาวคือ มีการขับขี่ที่ดีมาก

ซ้าย – ดาวลด เมื่อขับขี่ไม่ดี    ขวา – ดาวเพิ่ม เมื่อขับขี่ปลอดภัย

– สามารถตรวจสอบเส้นทางการขับรถแบบ Realtime และ สามารถติดตามเส้นทางย้อนหลังได้

ตรวจสอบเส้นทางการขับรถแบบ Realtime

สำหรับ OBDII ทั่วไปก็จะแสดงสถานะของเครื่องยนต์ และสถานะของรถในขณะนั้นเท่านั้น แต่สำหรับเจ้าตัวนี้สามารถติดตามรถได้แบบ Realtime โดยสามารถรู้ตำแหน่งในขณะนั้นว่ารถจอดอยู่บริเวณไหน เคลื่อนที่ไปทางได้ และ สามารถติดตามย้อนหลังได้ครับ โดยเราจะสามารถรู้ได้ทันทีว่าเรามีการใช้งานรถขับจากไหนไปไหนบ้าง ระยะทางเท่าไหร่ ความเร็วเท่าไหร่ ใช้เส้นทางไหน ใช้น้ำมันไปเท่าไหร่ โดยดูจาก Application ได้เลยทันทีครับ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในรถก็ได้ครับ เพราะมีการส่งข้อมูลผ่าน 4G อยู่แล้ว

– สามารถแสดงการทำงานของเครื่องยนต์แบบ Realtime ได้ แม้รถจอดอยู่กับที่

แสดงการทำงานของเครื่องยนต์แบบ Realtime
การทำงานนี้จะลักษณะคล้ายกับการทำงานของ OBD II ทั่วไป ซึ่งจะสามารถคำนวณอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันได้ เช่น 10.7L ต่อ 100KM ก็จะเท่ากับการกินน้ำมัน 9.346 กมต่อลิตร เช่นกัน ขณะรถจอดติดเครื่องอยู่เฉยๆ ก็จะกินน้ำมัน 4 ลิตรต่อชั่วโมง เป็นต้นครับ

– สามารถแสดงการทำงานของเครื่องยนต์แบบละเอียด (ในเมนูเพิ่มเติม)

แสดงการทำงานของเครื่องยนต์แบบละเอียด
และเมื่อเข้าในเมนูเพิ่มเติมสามารถแสดงรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ในแบบ Realtime กันเลยทีเดียวครับ

– สามารถแจ้งเตือนการเข้า-ออกนอกพื้นที่ได้ และ แจ้งเตือนแบบ Real-time มายัง Application หากพบการขับขี่ที่ผิดปกติ
แจ้งเตือนการเข้า-ออกนอกพื้นที่ตัวโปรแกรมสามารถกำหนดพื้นที่ในการขับรถได้ เช่น ป้องกันการขับรถออกนอกพื้นที่ๆ กำหนด (เหมาะสำหรับรถขนส่งสินค้า) แจ้งเตือนเมื่อรถเข้ามาใกล้พื้นที่ๆ กำหนด (เหมาะสำหรับการแจ้งเตือนเมื่อคนในครอบครัวใกล้ถึงบ้าน เป็นต้น)

นอกจากนี้ยังแจ้งเตือนมายัง Application หากตรวจพบความผิดปกติในการขับรถอีกด้วย

– สามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนระยะซ่อมบำรุง

แจ้งเตือนระยะซ่อมบำรุงสามารถกำหนดรอบของการแจ้งเปลี่ยนผ้าเบรก , น้ำมันเครื่อง , ยางรถยนต์ ได้ โดยสามารถตั้งได้ว่าเมื่อขับรถเป็นระยะทางรวมเท่าไหร่ถึงเปลี่ยนยาง

สามารถปล่อยสัญญาณ WiFi ได้

ด้วยความที่ตัวมันเองใส่ SIM ได้และ รองรับสัญญาณ 4G จึงทำให้เราสามารถปล่อยสัญญาณ WiFi ให้คนในรถได้ สูงสุดถึง 5 คนด้วยกัน ด้วยความเร็ว 150 Mbps / 50 Mbps (Cat4)

share wi-fi

สรุป

สรุปว่า True IOT Car Tracking มันคือ OBDII ที่เป็นขั้นสุดของ OBDII แล้วครับ เพราะสามารถใช้งานผ่าน SIM Card ได้และ มี function GPS เพื่อติดตามเส้นทาง แถมปล่อย WiFi ได้อีก ผมว่าคนที่ชอบเดินทางประจำ ต้องมีไว้แล้วแหละครับ

หวังว่าเพื่อนๆ คงจะชอบและลองซื้อมาใช้ดูนะครับ

True IoT Car Tracking

ข้อสังเกต

สำหรับคนที่ใช้รถนิสสัน จะไม่สามารถแสดงผลของสถานะเครื่องยนต์ หรือ สถานะอื่นๆ ได้นะครับ จะใช้งานได้แค่ติดตามรถ ติดตามความเร็วเท่านั้น เพราะว่าช่อง OBDII ของ Nissan เป็น Protocol k-line (DDL2) ที่ไม่ใช่ Protocol OBDII ทั่วไปครับ ทำให้ต้องใช้โปรแกรมพิเศษในการอ่านค่า ECU

ปิดท้ายด้วยตารางเทียบคุณสมบัติว่า True IoT Car Tracking แตกต่างจากอุปกรณ์ OBDII ทั่วไปอย่างไร

เทียบ คุณสมบัติ True IoT Car Tracking

ข้อมูล True IoT Car Tracking และโปรโมชั่น

Share This Post